
โดย บินติ อิสลาม
ตั้งแต่เด็กมาฉันถูกส่งเสียให้เรียนทั้งทางโลกและทางธรรม อย่างครบถ้วนเสมอมา โรงเรียนเอกชนทั่ว ๆ ไป สอนให้ฉันคิดเลข อ่านหนังสือออก และท่องศัพท์ภาษาอังกฤษ ส่วนโต๊ะครูข้างบ้านก็สอนฉันละหมาด อ่านอัลกุรอ่าน และทุกอย่างที่เป็นพื้นฐานของมุสลิมทั่วไปพึงรู้ จนกระทั่งเติบโตขึ้นมา
ฉันถูกสอนให้รู้ว่าวิชาความรู้ที่เล่าเรียนมาตั้งแต่อนุบาลใช้ได้ในชีวิตจริงอย่างไร ส่วนสำหรับทางธรรมนั้นฉันได้ทั้งท่องอัลกุรอ่าน อัลฮะดีษ ได้อย่างขึ้นใจ แต่สิ่งที่ขาดคือฉันไม่เคยเห็นตัวอย่างบุคคลที่นำทุกอย่างที่ฉันท่องมาใช้ ให้ฉันเห็นได้จริง
ฉันไม่ได้เป็นเด็กขี้สงสัยนักหรอก ฉันจึงหยุดความคิดไว้แค่ตรงนั้นและดำเนินชีวิตเรื่อยมา โดยที่ตลอดเวลาสิ่งรอบข้างที่ฉันมองเห็นคือ ถ้าไม่ใช่โต๊ะครูที่สอนอัลกุรอานและสอนหนังสือเด็ก ๆ ก็เป็นนักธุรกิจมุสลิมที่เห็นเวลาประชุมสำคัญกว่าเวลาละหมาด หรืออย่างมากก็แค่พนักงานออฟฟิศที่ละหมาดแค่เฉพาะในช่วงเวลาว่างหลังเลิกงาน ซึ่งมักจะละหมาดครบแค่ในวันเสาร์อาทิตย์ เอ่อ..แล้วก็ในวันหยุดนักขัตฤกษ์ด้วย
ดังนั้นข้อบกพร่องของฉันในตอนนั้นคือ ไม่เห็นการประยุกต์ใช้ของอิสลามในชีวิตประจำวัน ฉันรู้ฮะดีษที่ว่า กิจการงานทุกอย่างนั้นขึ้นอยู่กับการเหนียต (การตั้งเจตนา) แต่ฉันไม่รู้ว่าจะเหนียตอย่างไรให้ขึ้นตรงต่ออิสลาม ฉันรู้ว่าศาสนาคือการตักเตือนกัน แต่ฉันยังไม่รู้วิธีที่จะตักเตือนใคร ฉันรู้ว่าซุนนะฮฺเป็นสิ่งที่ฉันต้องตาม แต่ฉันไม่รู้ว่าซุนนะฮฺมีอะไรมากมายขนาดไหน ฉันรู้ว่ามุสลิมเป็นพี่น้องกัน แต่ฉันยังไม่รู้จักคุณค่าของคำว่าพี่น้องและหน้าที่ที่มีต่อกัน
จนถึงเวลานี้เป็นเวลานานพอสมควร ฉันเดินมาอยู่ในจุดที่สามารถมองภาพรวมของอิสลามได้พอเลา ๆ ว่า ปัญหาของการขัดแย้งทางฟิกฮฺเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ผู้ใหญ่คุยกัน เด็กไม่เกี่ยว (เอ หรือว่าเป็นเรื่องที่เด็กคุยกัน ผู้ใหญ่ไม่เกี่ยว? ..ยังสับสนบ้างนิดหน่อย) คือเรียกได้ว่าเป็นเรื่องปลีกย่อยของศาสนา จุดหลักจุดใหญ่คือหลักศรัทธาต่างหาก คือหลักศรัทธาในอัลลอฮฺ ซบ. และ ร่อซูล หรือพูดรวมไปถึงได้ว่า คือการเชื่อว่าเป็นไปได้และมีอยู่จริงใน..วิถีแห่งอิสลาม
อิสลามในวันนี้ของฉันจึงไม่ใช่แค่โต๊ะครูที่สอนหนังสือ หรือแค่นักเรียนศาสนาที่จบจากนอก แต่คือพ่อบ้านที่ทำมาหากินด้วยกับชารีอะฮฺแห่งอิสลามเพื่อเลี้ยงครอบครัวให้รอดและปลอดภัยจากไฟนรก คือแม่บ้านที่ขัดเกลาตัวเองเพื่อประสิทธิภาพในการเลี้ยงดูลูกน้อยให้เติบโต คือบุตรที่ขยันเล่าเรียนทั้งทางโลกโดยเข้าใจในทางธรรม คือนักศึกษาที่ศึกษาทางโลกแต่ไม่ทิ้งศาสนาและพยายามตลอดเวลาที่จะเผยแพร่สัจธรรมออกไปอย่างมุ่งมั่น คือทนายสมชายหัวหน้าครอบครัวที่ต่อสู้เพื่อความยุติธรรมให้กับคนอื่น คือมุสลิมะฮฺตัวเล็ก ๆ ที่ถูกขัดเกลาให้รักและรู้จักวิถีชีวิตของนบีมุฮัมมัด ซล. และคือนักเรียนปอเนอะที่มีความสุขกับกฎเกณฑ์อิสลาม โดยสนใจนำมาใช้ในวิถีชีวิต มากกว่าท่องจำ
นั่นคือทุกอณูแห่งชีวิตเรา อิสลามสามารถเข้าไปแทรกซึมในทุก ๆ ส่วน ทั้งด้านคุณธรรม จริยธรรม สังคม มนุษยสัมพันธ์ เศรษฐศาสตร์ หรือกระทั่งสุขอนามัย ฯลฯ มิใช่แค่ในเวลาละหมาดหรือถือศีลอด
‘…วันนี้ .. ข้าได้สมบูรณ์แก่พวกเจ้าแล้วซึ่งศาสนาของพวกเจ้า และข้าได้ให้ครบถ้วนแก่พวกเจ้าแล้วซึ่งความกรุณาเมตตาของข้า และข้าได้เลือกอิสลามเป็นศาสนาแก่พวกเจ้า..’ (อัลกุรอ่าน)
คือชีวิตที่ครบถ้วน หากดำเนินไปในทางที่สมบูรณ์
คือทางเดินที่มีอยู่จริงตั้งแต่เมื่อประมาณ 1400 ปี จนถึงปัจจุบัน
คืออัลกุรอ่าน และอัลฮะดีษ
ที่จำเพราะปฏิบัติเป็นกิจวัตร มิใช่เพราะท่องทุกเช้า
ที่ไม่ได้ท่องจำขึ้นสมอง แต่ต้องจำไปในหัวใจ
ซึ่งหากประชาชาติอิสลามยังไม่เข้าใจในมันแล้วไซร้ ..
ประชาชาติตัวอย่าง ก็อาจจะยังไม่เกิดขึ้นได้จริง !
ที่มา : www.muslimahtoday.net
written by wow power leveling on June 07, 2010
We are sell and wow gold or cd keys





















