
อุมมุ ฟิดาอ์ แปลและเรียบเรียง
ฉันรู้สึกไม่ชอบแต่งตัวของเธอเลยขณะที่เห็นเธอเดินเข้ามาในที่ทำงาน แต่เมื่อมองเข้าไปในแววตาของเธอมันกลับเปิดเผยให้เห็นถึงความโศกเศร้าและสับสน เรียกร้องให้ฉันรู้สึกเห็นอกเห็นใจและอดกลั้นต่อความรู้สึกที่เกิดขึ้น เธอนั่งลงและเริ่มต้นแบ่งปันความกังวลใจกับฉันด้วยความหวังที่จะค้นหาคำตอบให้กับตัวเอง
ฉันรับฟังเธออยู่นานทีเดียว ฉันได้รับรู้ว่าเธอเป็นเด็กสาวชาวอาหรับผู้ซึ่งได้รับการศึกษาในประเทศฝรั่งเศส ประเทศที่เธอถูกเลี้ยงดูให้เติบโตขึ้นมา มันชัดเจนมากว่าความรู้เกี่ยวกับอิสลามของเธอนั้นมีน้อยเหลือเกิน ฉันจึงเริ่มต้นด้วยการอธิบายถึงความจริงขั้นพื้นฐาน, ขจัดความสงสัยต่างๆ, ตอบคำถามและหักล้างคำพูดโกหกมากมายเกี่ยวกับนักบูรพคดี(ชาวตะวันตกที่เชี่ยวชาญอิสลามและจำนวนมากทีเดียวที่บิดเบือนอิสลาม)
และแน่นอนว่าฉันไม่ลืมที่จะพูดถึงวัฒนธรรมในทุกวันนี้ ที่ถือว่าผู้หญิงเป็นเพียงมนุษย์ชั้นต่ำ เมื่อการพูดคุยยุติลง เด็กสาวผู้นั้นสอบถามถึงการนัดหมายกันอีกครั้งในโอกาสหน้า แล้วจึงขอตัวกลับไป หลังจากเด็กสาวจากไป เด็กหนุ่มหัวอิสลามคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาหาฉันราวกับพายุและกล่าวขึ้นอย่างรุนแรงว่า
“บุคคลที่น่ารังเกียจเช่นนั้นได้รับอนุญาตให้เข้ามาที่นี่ได้อย่างไรกัน ?” (เนื่องจาการแต่งตัวไม่เรียบร้อย)
ฉันตอบกลับไปว่า “หน้าที่ของแพทย์คือการยอมรับในภาระที่จะต้องดูแลผู้ป่วย โดยที่เขามักจะไม่ได้พบเจอกับคนที่มีสุขภาพปกติดี มิใช่หรือ ?”
“ท่านน่าจะเตือนเธอให้สวมใส่ฮิญาบ” เขากล่าวเสริม
ฉันกล่าวแก่เขาว่า “มันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก ต้องมีการวางรากฐาน มีความเชื่อความศัทธาในอัลลอฮฺ และโลกอาคิเราะฮฺ รับฟังและยอมจำนนต่อสิ่งที่ถูกเปิดเผยไว้ในอัลกุรอานและซุนนะฮฺ (ซึ่งใช้เป็นหลักยึดในการทำอิบาดะและจรรยามารยาท) เสาหลักซึ่งอิสลามไม่สามารถดำรงอยู่ได้หากขาด.....”
เขาแย้งขึ้นมาทันทีว่า “ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่สั่งให้เธอคลุมฮิญาบ”
“ฉันจะไม่พอใจเลยถ้าเธอเดินเข้ามาด้วยชุดอย่างแม่ชี ในขณะที่หัวใจของเธอไม่มีอัลลอฮฺ ฉันสอนเธอเกี่ยวกับหลักการพื้นฐานซึ่งจะช่วยให้เธอเลือกที่จะสวมใส่ชุดอันมีเกียรติด้วยตัวของเธอเอง”
ฉันตอบกลับไปอย่างสงบเขาพยายามที่จะขัดจังหวะฉันอีกครั้ง ดังนั้นฉันจึงกล่าวต่อไปอย่างหนักแน่นว่า “ฉันไม่สามารถที่จะนำพาอิสลามด้วยกับการลากไปด้วยหางของมันเช่นที่ท่านทำได้ ฉันวางรากฐานแล้วจึงสร้างอาคาร และฉันจะได้รับในสิ่งที่ฉันต้องการด้วยกับสติปัญญา”
สองอาทิตย์ต่อมา เด็กสาวคนนั้นกลับมาอีกครั้ง เธอสวมเสื้อผ้าที่ดูเหมาะสมขึ้นพร้อมด้วยผ้าคลุมเหนือศีรษะของเธอ เธอเริ่มถามคำถามและเช่นกันฉันก็เริ่มต้นการสอนอีกครั้ง จากนั้นฉันได้ถามเธอว่า “ทำไมเธอถึงไม่ไปยังมัสยิดใกล้ๆบ้านของเธอล่ะ?”
ทันทีที่ฉันพูดออกไปฉันก็รู้สึกเสียใจอย่างที่สุด ฉันนึกขึ้นมาได้ว่ามัสยิด เป็นสถานที่ที่น่าอึดอัดเป็นอย่างมากสำหรับสตรีมุสลิม เด็กสาวคนนั้นตอบกลับมาว่าเธอเกลียดผู้คนเคร่งศาสนาเหล่านั้นและเธอไม่ต้องการที่จะรับฟังอะไรจากพวกเขา “ทำไม?” ฉันถาม
“พวกเขาใจแคบ และปฏิบัติกับเราด้วยความดูถูกดูแคลน” เธอตอบกลับอย่างทันควัน ฉันไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดฉันจึงนึกถึงเรื่องราวของฮินด์ (ภรรยาของอบู-ซุฟยาน) นางคือผู้ที่เคี้ยวตับของท่านฮัมซะฮฺและยังเป็นคนที่ต่อต้านอิสลามอย่างสุดกำลังจนกระทั่งปีที่ 8 ของการฮิจเราะฮฺ นางไม่รู้จักกับท่านนบี (ซ.ล.)มาก่อนเลย
แต่กระนั้นเมื่อนางได้รู้จักและได้เห็นมารยาทอันแสดงถึงความกรุณาปราณีของท่าน นางได้กล่าวแก่ท่านนบี (ซ.ล.) ว่า “ฉันไม่เคยปารถนาให้มีใครสักคนบนหน้าแผ่นดินนี้ ที่จะถูกลดเกียรติและศักดิ์ศรี มากไปกว่าท่านและครอบครัว แต่สำหรับตอนนี้ ฉันไม่ปารถนาที่จะได้พบเจอใครอีกเลยบนหน้าแผ่นดินนี้ที่มีเกียรติมากไปกว่าท่านและครอบครัวของท่าน”
ความกรุณาปราณีและความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของท่านนบี (ซ.ล.) สามารถเปลี่ยนแปลงหัวใจของผู้คนรอบข้างของท่านได้สำหรับยุคสมัยนี้ สิ่งที่ผู้เรียกร้องไปสู่อิสลามควรจะทำคือการศึกษาแบบอย่างจากท่านนบี (ซ.ล.) มิใช่หรือ? พวกเขาควรเรียนรู้ที่นำพาอิสลามไปพร้อมๆกันมากกว่าการที่จะผลักไสมันออกไป ควรเรียนรู้ที่จะแจ้งข่าวดีมากกว่าการพูดในสิ่งที่จะผลักผู้คนให้ยิ่งออกห่างจากพวกเขาและอิสลามมิใช่หรือ?”
ที่มา : www.muslimahtoday.net





















