คำถามที่ต้องการคำตอบ

อุมมุ มุญาฮิด
ในวิถีการดำเนินชีวิตของมนุษย์นั้น การเลือกทางออกให้กับปัญหาต่างๆในชีวิตเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่ปัญหาได้อุบัติขึ้นแล้ว เพราะไม่มีใครรู้ล่วงหน้าได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเขา ดังนั้นบางคนจึงหาทางออกได้ แต่บางคนก็ไร้ซึ่งทางออก แต่การเลือกทางออกให้กับชีวิตหลังความตาย เป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องเลือกก่อน เพราะมันไม่สามารถเกิดขึ้นหลังความตายได้ และที่มนุษย์ต้องเลือกทางออกให้กับมันก็เพราะทุกคนต้องตาย
“ทุกชีวิตย่อมลิ้มรสกับความตาย” (อัลกุรอาน21:35)
ดังนั้นทางเลือกที่มนุษย์ใช้เป็นทางออกให้กับชีวิตหลังความตายก็คือศาสนา ซึ่งมีคำอธิบายและทางออกให้กับเรื่องราวเหล่านี้ หลายคนเลือกที่จะใช้คำตอบเดียวกับบรรพบุรุษ ถึงแม้จะเป็นการเลือกที่ถูกต้อง แต่หากไม่มีศรัทธายืนยันการเลือกนั้นก็ย่อมไม่ใช่ทางเลือกที่เป็นทางรอด หลายคนเลือกใช้คำตอบอะไรก็ได้เพราะต้องการเป็นคนที่ปกติในสังคมที่จะทำให้เอกสารทางราชการมีข้อมูลครบเหมือนคนอื่นเขาและจะได้ไม่เป็นคนแปลกในสายตาของสังคม หลายคนเลือกใช้คำตอบด้วยศรัทธา ความเชื่อ และปฏิบัติตามศาสนาของตน ไม่ว่าจะเป็นพุทธ คริสต์ หรืออิสลาม แต่บางคนก็เลือกที่จะไม่เลือกอะไรเลย(คือไม่เอาศาสนาใด) และมั่นใจในความแปลกของตัวเองที่จะถูกสังคมมอง แต่ใช่ว่ามีเพียงคนที่ไม่เลือกเท่านั้นที่แปลก มุสลิมซึ่งเลือกใช้อิสลามเป็นคำตอบและปฏิบัติตามศรัทธาของตนแบบปกตินี่แหละ ก็ยังเป็นความแปลกในสายตาของสังคมอยู่ดี ดังที่เราจะพบได้จากกระแสความเป็นจริงใน
ปัจจุบันอย่างไรก็ตาม การเลือกที่เป็นประเด็นในที่นี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจะแปลกกว่าใคร การเลือกในที่นี้เป็นการเลือกทางออกให้กับชีวิตทั้งชีวิต จึงเป็นการเสี่ยงเกินไปที่จะเลือกเพราะความแปลก เพราะการเลือกนี้มันหมายถึงชีวิตทั้งชีวิตดังนั้นจึงต้องเลือกบนพื้นฐานว่าทางไหนคือของจริง ทางไหนคือสัจธรรม เพราะมันคือทางรอดและทางออกที่แท้จริงของชีวิตหลังความตาย และคงไม่มีใครลองตายเพื่อพิสูจน์สัจธรรมได้ สัจธรรมที่แท้จริงย่อมสมบูรณ์และพิสูจน์ได้ แต่มีทางเลือกหนึ่งที่ได้บ่งบอกความจริงในข้อนี้ไว้แล้ว
“วันนี้ข้าได้ให้สมบูรณ์แก่พวกเจ้าแล้วซึ่งศาสนาของพวกเจ้า
และข้าได้ให้ครบถ้วนแก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งความกรุณาเมตตาของข้า
และข้าได้เลือกให้อิสลามเป็นศาสนาแก่พวกเจ้า” (อัลกุรอาน 5:3)
เมื่อสัจธรรมคือทางรอดและสัจธรรมมีเพียงหนึ่งเดียว ทำให้ทางลือกที่ว่าที่ว่าคือทางรอดทางเดียวด้วย ดังนั้นอิสลามจึงเป็นสัจธรรมเพียงหนึ่งเดียวที่เป็นทางออกของมนุษย์ โดยเขาสามารถพิสูจน์ได้ด้วยสมองและหัวใจของเขาเองโดยไม่ต้องรอให้ความตายพิสูจน์ความเป็นจริงข้อนี้ และเช่นเดียวกันเมื่อศรัทธาเป็นสิ่งที่ยอมรับด้วยหัวใจจึงไม่มีใครสามารถบังคับให้ใครมาศรัทธาหรือเชื่อมั่นในสิ่งเดียวกันได้ นอกจากเขาต้องค้นหาคำตอบและพิสูจน์ให้มั่นใจว่าสิ่งนั้นคือสัจธรรมและทางออกของชีวิต สำหรับอิสลามแล้วเป็นสัจธรรมที่พิสูจน์ได้จริง และเจ้าของสัจธรรมก็ทรงท้าทายให้พิสูจน์ รวมถึงเป็นสัจธรรมที่มีจริงและได้รับการยอมรับในปัจจุบันด้วยการเป็นทางเลือกของประชากรถึงหนึ่งในสี่ของโลก แต่หากใครจะมั่นใจในทางอื่นก็อย่าได้ลืมว่าเราใช้ความตายเพื่อพิสูจน์เรื่องทางออกแห่งชีวิตนี้ได้ครั้งเดียว พอๆกับการที่เรามีโอกาสใช้ชีวิตอยู่เพื่อยอมจำนนต่อสัจธรรมได้ครั้งเดียวเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ สัจธรรมก็ย่อมเป็นสัจธรรม ไม่ว่าผู้ใดจะยอมรับหรือปฏิเสธ เพราะความจริงก็ย่อมเป็นความจริงไม่จำเป็นต้องอ้อนวอนเพื่อให้ใครเชื่อหรือยอมรับว่าเป็นความจริงแต่อย่างใดและความจริงก็จะปรากฏต่อทุกชีวิตเองเมื่อความตายมาถึง
“และจงกล่าวเถิด สัจธรรมนั้นมาจากพระผู้เป็นเจ้าของพวกเจ้า
ดังนั้นผู้ใดประสงค์ที่จะศรัทธาก็จงศรัทธา
และผู้ใดประสงค์ที่จะปฏิเสธก็จงปฏิเสธ” (อัลกุรอาน 18:29)
เหตุผลที่ชัดเจนที่มนุษย์ต้องเลือกทางออกให้กับชีวิตหลังความตาย ก็เพราะมนุษย์ต้องตาย และหากการเลือกทางออกให้กับชีวิตหลังความตาย ด้วยการไตร่ตรองด้วยสมองและหัวใจจนเกิดศรัทธาแล้วว่า ทางออกนั้นได้ชี้นำชีวิตเขาตั้งแต่ก่อนตายและมีคำอธิบายที่ชัดเจนให้กับชีวิตหลังความตายโดยได้ระบุหนทางที่ชัดแจ้งบนสัจธรรมที่พิสูจน์ได้ไว้ ด้วยคำตอบที่มีให้กับเรื่องเกี่ยวกับชีวิตทั้งหมด และเป็นทางออกที่เป็นทางเลือกทางเดียวที่สามารถเป็นทางรอดได้ด้วยแล้ว ก็เป็นเหตุผลที่เกินพอแล้วที่เราจะเลือก “อิสลาม” ให้เป็นคำตอบและเป็นทางออกให้กับชีวิต





















