
คำถามเหล่านี้ เราจะไม่ได้รับคำตอบเลย หากเรามองประเด็นคำถามเหล่านี้จากเฉพาะมุมมองของเราเท่านั้น วิธีหนึ่งที่ขอนำเสนอ ในการหาคำตอบ คือการมองย้อนกลับไปยังวิธีการที่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ใช้ จะพบว่า การดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคมมุสลิมในมะดีนะฮฺ สมัยที่ท่านบีมุฮัมมัดยังมีชีวิตอยู่ นบีจะผู้เป็นผู้ชี้ขาดในทุกประเด็นปัญหา ประเด็นข้อถกเถียง ข้อขัดแย้งในสังคมสมัยนั้น ทุกอย่างมีข้อสรุปที่นบี ทุกคนตามนบี
ยังเคยคิดเล่นๆ เลยว่า เรื่องที่เรานั่งถกเถียงกัน หากนบีอยู่ด้วยกับเราในสมัยนี้ ทุกอย่างคงมีคำตอบ และเราก็จะมีข้อสรุป เพราะเราทุกคนตามนบี จริงไหม กลับมาที่ประเด็นคำถามข้างต้น ในยุคสมัยที่อิสลามแรกก่อตั้งบนพื้นแผ่นดินนี้ นบีมุฮัมมัดไม่เพียงแต่สั่งสอนว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรสมควร อะไรไม่เหมาะสม แต่นบีของเราจะสร้างบรรยากาศแห่งอิสลามให้เกิดกับสังคมในสมัยนั้นด้วย
จะพบว่าทุกๆ การสั่งสอน ทุกๆ การคุตบะฮฺ ท่านนบีจะบอกเล่าถึงสวรรค์ เล่าถึงนรก บอกถึงการลงโทษ สภาพวันกิยามะฮฺ จนบรรดาเศาะฮาบะฮฺผู้อยู่ร่วมกับท่านนบีสามารถสัมผัสบรรยากาศเหล่านี้ได้เสมอๆ และเมื่อบรรดาสิ่งเร้นลับที่ถูกสั่งใช้ให้ศรัทธานั้นปรากฏให้พวกเขาสามารถสัมผัสได้แล้ว การตักเตือน การเคร่งครัด การเชื่อฟัง จึงทำได้โดยง่ายและมั่นคง
ดังนั้น การที่มุสลิมจะยอมให้อิสลามมีอิทธิพลในชีวิต ในสังคม ของตนมากน้อยแค่ไหนนั้น จึงอยู่ที่ระดับอีหม่าน ระดับการศรัทธาของเขาต่ออัลลอฮฺ ต่อวันแห่งการตอบแทน ต่อสิ่งที่มองไม่เห็น และเพราะอีหม่านเปรียบเสมือนเสื้อผ้าที่มีเก่า มีชำรุด มีขึ้น มีลง จึงต้องได้รับการซ่อมแซมและดูแลอย่างใกล้ชิด จึงต้องสร้างอีหม่านและเติมอีหม่านไปพร้อมๆ กับการตักเตือน
สังคมอิสลามจะเกิดขึ้นจริงได้อย่างไร หากเรายังละเลยการสร้างบรรยากาศแห่งอีหม่าน บรรยากาศแห่งการตักเตือนขึ้นมา
ตอนนี้เหลือแค่เราลงมือทำ เราพูดกันมามากแล้ว






















